ประวัติความเป็นมาของงานประเพณีแข่งเรือหน้าเมืองพระประแดง
ลักษณะภูมิประเทศของไทยในอดีตเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองคนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพกสิกรรมและเกษตรกรรมเป็นหลัก ผู้คนมักสัญจรไปมาโดยทางเรือ ทุกบ้านจะมีเรือเป็นพาหนะ วัดวาอารามก็มักอยู่ริมน้ำเพราะสะดวกที่จะไปทำบุญ ในฤดูน้ำหลากหลังจากออกพรรษาแต่ละวัดจะมีงานกฐิน ชาวบ้านพายเรือกันไปช่วยงานที่วัด ครั้นเสร็จสิ้นงานบุญแล้วก็จะพายเรือกลับบ้าน ระหว่างทางเห็นน้ำเปี่ยมฝั่งทำให้นึกอยากสนุก จึงชวนกันเล่นเรือ

 
 
ที่อำเภอพระประแดงก็เช่นเดียวกัน เจ้าภาพทอดกฐินจะเป่าประกาศไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อเสร็จจากงานแล้วจะจัดให้มีการแข่งเรือ เพื่อว่าจะได้มีคนนำเรือมาแข่งกันมาก ๆ แต่งานแข่งเรือที่นับว่าเป็นต้นเหตุของประเพณีแข่งเรือหน้าเมืองพระประแดง คืองานแข่งเรือระหว่างวัดท้องคุ้งกับวัดแหลม หลังจากเสร็จงานกฐินที่วัดท้องคุ้งนั้นเองบริเวณที่นั้นเป็นคุ้งน้ำคลื่นลมสงบ เรือที่สัญจรไปมาก็น้อยมาก จึงเหมาะสำหรับที่จะใช้เป็นสนามแข่ง
 
 
เมื่อถึงเดือน 11 แรม 4 – 5 – 6 ค่ำ ออกพรรษาแล้วประมาณเวลาบ่ายสามโมง บรรดาเรือแข่งของจังหวัดพระประแดง ซึ่งหมายถึงอำเภอพระประแดง อำเภอราษฎร์บูรณะ และอำเภอพระโขนง ที่มีเรือมาดใหญ่ มาดเล็ก เรือสัมปั้นแจว สัมปั้นพาย เรืออีแปะ เรือต่อ เรือบด กะทะเคียวน้ำตาล ต่างก็พายแข่งกันอย่างสนุกสนาน ส่วนชาวบ้านที่ชอบดู ต่างก็พาลูกหลานไปเต็มลำเรือเกาะอยู่ตามต้นลำพูบ้าง ต้นจากบ้าง บ้างก็ลอยลำพายไปมาน่าสนุก บางลำขายอาหารการกิน เช่น ข้าวโพดคั่ว ๆ กันในลำเรือ แม่ค้าอ้อยพวง แม่ค้าส้มเขียวหวาน แม่ค้า หมากพลู เต็มไปหมด ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ มีคณะลำตัดร้องว่ากันในเรือมาดใหญ่ มีวงนายว่อง นายวุ่น และนายบัวเป็นตัวชูโรง ส่วนเรือที่เรียกเสียงเฮฮาได้มากที่สุดก็คือ เรือกะทะน้ำตาล คนพายต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าเรือเวลาพายลำบากมาก ต้องพายข้างขวาครั้งเดียว และสลับไปข้างซ้ายครั้งหนึ่ง และสลับไปข้างขวาอีกครั้งหนึ่ง กว่าถึงหลักชัยก็เหนื่อยแทบสิ้นใจ
 
 
ต่อมาสนามแข่งขันได้ย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้าม ที่เราเรียกกันว่าฝั่งหน้าเมือง แต่จะเป็นปีใดไม่ทราบชัดเจนบางท่านบอกว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เหตุผลที่ย้ายได้สอบถามจากคุณยายบู่ ทองเจริญ อายุ 98 ปี เป็นมอญชาวบ้าน ตำบลทรงคนอง ท่านบอกว่าเจ้านายให้ย้ายมา
 
 
อย่างไรก็ตามเมื่อย้ายสนามแข่งมาแล้ว ได้มีกำหนดจุดเริ่มต้นที่หัวรอ (ท่าแพหน้าสถานสงเคราะห์คนทุพพลภาพ) และจุดเส้นชัยอยู่ที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปากลัด ที่ตรงนั้น จะมีศาลาพักผ่อนขนาดใหญ่พอสมควรยื่นออกไปในน้ำ ใช้เป็นกองอำนวยการจัดงาน (ปัจจุบันได้รื้อถอนไปหมดแล้ว เพราะชำรุดทรุดโทรมประการหนึ่ง และรัฐบาลสั่งให้ทำเขื่อนริมน้ำกันน้ำเซาะตลิ่ง ในสมัยจอมพลสฤษดิ์
ธนรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี)
 
 
กองอำนวยการจึงต้องย้ายมาอยู่แพท่าหิน และเป็นจุดหลักชัยด้วย ส่วนจุดเริ่มต้นนั้นได้ย้ายมาอยู่ที่หน้าโรงเรียนอำนวยวิทย์ เรือที่เคยเข้าแข่งขันหลากประเภทหายไป เช่น เรือมาด เรือสัมปั้น เรือบด เรือกรรเชียง เป็นต้น ทั้งนี้เพราะการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น ผู้คนสัญจรไปมาทางบก ความจำเป็นที่จะใช้เรือก็หมดไป บางบ้านก็ขายเรือ บางบ้านก็ปล่อยเรือให้ผุพังไปในที่สุด
 
 
ในการแข่งเรือหน้าเมืองพระประแดง ปรากฏว่ามีจำนวนเรือที่เข้าแข่งหลายชนิดมากขึ้น เช่น เรือมาด เรือยาว เรือสัมปั้น เรือบด เรือกรรเชียง รางวัลที่ชนะก็คือ ผ้าแพรสีให้ผูกหัวเรือ เป็นการทำขวัญแม่ย่านางเรือนั้นเอง ส่วนเรือที่แพ้ได้กระป๋องนวลสำหรับผัดหน้า ส้มเขียวหวาน ข้าวต้มมัด ต่อมามีความทันสมัยขึ้น รางวัลชนะเลิศเป็นรางวัลควบผ้าขาวม้า แพ้จะได้ส้ม อย่างไรก็ตามทางเทศบาลเมืองพระประแดง ก็ได้พยายามอนุรักษ์ประเพณีนี้มาโดยตลอด แม้จะเหลือเรือแข่งประเภท เรือมาด เรือยาว เท่านั้นก็ตาม แต่ความยิ่งใหญ่ที่น่าสรรเสริญคือ การได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
 
 
สิ่งที่ประทับตาประทับใจของผู้ชมบนฝั่ง คือ บรรดาเรือหนุ่มสาวชาวรามัญ ประมาณ 15 ลำ ชาวรามัญเหล่านี้ประกอบอาชีพทำนาที่อำเภอบางพลีส่วนใหญ่ ทุกบ้านมีเรือมาดเป็นพาหนะ ขึ้นล่องระหว่างพระประแดงกับบางพลี เพื่อทำบุญทำกุศล ครั้นตกเย็นประมาณบ่ายสามโมงก็ลงเล่นเรือ เกี้ยวพาราสีกันด้วยเพลง เห่เรือภาษารามัญ แข่งขันเอาชนะกันบ้าง ที่กล่าวว่าประทับใจก็คือ สีสรรของการแต่งกายทั้งหนุ่ม และสาว เสียงเพลงที่เห่คละเคล้าเข้าจังหวะกับฝีพาย เสียดายที่คนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้ดูอีกแล้ว

 

กลับหน้าแรก