![]() ![]() |
|
ประวัติความเป็นมาของงานประเพณีแข่งเรือหน้าเมืองพระประแดง |
|
![]() |
![]() |
ที่อำเภอพระประแดงก็เช่นเดียวกัน
เจ้าภาพทอดกฐินจะเป่าประกาศไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อเสร็จจากงานแล้วจะจัดให้มีการแข่งเรือ
เพื่อว่าจะได้มีคนนำเรือมาแข่งกันมาก ๆ แต่งานแข่งเรือที่นับว่าเป็นต้นเหตุของประเพณีแข่งเรือหน้าเมืองพระประแดง
คืองานแข่งเรือระหว่างวัดท้องคุ้งกับวัดแหลม หลังจากเสร็จงานกฐินที่วัดท้องคุ้งนั้นเองบริเวณที่นั้นเป็นคุ้งน้ำคลื่นลมสงบ
เรือที่สัญจรไปมาก็น้อยมาก จึงเหมาะสำหรับที่จะใช้เป็นสนามแข่ง |
|
![]() |
![]() |
เมื่อถึงเดือน
11 แรม 4 5 6 ค่ำ ออกพรรษาแล้วประมาณเวลาบ่ายสามโมง บรรดาเรือแข่งของจังหวัดพระประแดง
ซึ่งหมายถึงอำเภอพระประแดง อำเภอราษฎร์บูรณะ และอำเภอพระโขนง ที่มีเรือมาดใหญ่
มาดเล็ก เรือสัมปั้นแจว สัมปั้นพาย เรืออีแปะ เรือต่อ เรือบด กะทะเคียวน้ำตาล
ต่างก็พายแข่งกันอย่างสนุกสนาน ส่วนชาวบ้านที่ชอบดู ต่างก็พาลูกหลานไปเต็มลำเรือเกาะอยู่ตามต้นลำพูบ้าง
ต้นจากบ้าง บ้างก็ลอยลำพายไปมาน่าสนุก บางลำขายอาหารการกิน เช่น ข้าวโพดคั่ว
ๆ กันในลำเรือ แม่ค้าอ้อยพวง แม่ค้าส้มเขียวหวาน แม่ค้า หมากพลู เต็มไปหมด
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ มีคณะลำตัดร้องว่ากันในเรือมาดใหญ่ มีวงนายว่อง
นายวุ่น และนายบัวเป็นตัวชูโรง ส่วนเรือที่เรียกเสียงเฮฮาได้มากที่สุดก็คือ
เรือกะทะน้ำตาล คนพายต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าเรือเวลาพายลำบากมาก ต้องพายข้างขวาครั้งเดียว
และสลับไปข้างซ้ายครั้งหนึ่ง และสลับไปข้างขวาอีกครั้งหนึ่ง กว่าถึงหลักชัยก็เหนื่อยแทบสิ้นใจ |
|
![]() |
![]() |
ต่อมาสนามแข่งขันได้ย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้าม
ที่เราเรียกกันว่าฝั่งหน้าเมือง แต่จะเป็นปีใดไม่ทราบชัดเจนบางท่านบอกว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เหตุผลที่ย้ายได้สอบถามจากคุณยายบู่ ทองเจริญ อายุ 98 ปี เป็นมอญชาวบ้าน
ตำบลทรงคนอง ท่านบอกว่าเจ้านายให้ย้ายมา |
|
![]() |
![]() |
อย่างไรก็ตามเมื่อย้ายสนามแข่งมาแล้ว
ได้มีกำหนดจุดเริ่มต้นที่หัวรอ (ท่าแพหน้าสถานสงเคราะห์คนทุพพลภาพ) และจุดเส้นชัยอยู่ที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปากลัด
ที่ตรงนั้น จะมีศาลาพักผ่อนขนาดใหญ่พอสมควรยื่นออกไปในน้ำ ใช้เป็นกองอำนวยการจัดงาน
(ปัจจุบันได้รื้อถอนไปหมดแล้ว เพราะชำรุดทรุดโทรมประการหนึ่ง และรัฐบาลสั่งให้ทำเขื่อนริมน้ำกันน้ำเซาะตลิ่ง
ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี) |
|
![]() |
![]() |
กองอำนวยการจึงต้องย้ายมาอยู่แพท่าหิน
และเป็นจุดหลักชัยด้วย ส่วนจุดเริ่มต้นนั้นได้ย้ายมาอยู่ที่หน้าโรงเรียนอำนวยวิทย์
เรือที่เคยเข้าแข่งขันหลากประเภทหายไป เช่น เรือมาด เรือสัมปั้น เรือบด
เรือกรรเชียง เป็นต้น ทั้งนี้เพราะการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น ผู้คนสัญจรไปมาทางบก
ความจำเป็นที่จะใช้เรือก็หมดไป บางบ้านก็ขายเรือ บางบ้านก็ปล่อยเรือให้ผุพังไปในที่สุด
|
|
![]() |
![]() |
ในการแข่งเรือหน้าเมืองพระประแดง
ปรากฏว่ามีจำนวนเรือที่เข้าแข่งหลายชนิดมากขึ้น เช่น เรือมาด เรือยาว เรือสัมปั้น
เรือบด เรือกรรเชียง รางวัลที่ชนะก็คือ ผ้าแพรสีให้ผูกหัวเรือ เป็นการทำขวัญแม่ย่านางเรือนั้นเอง
ส่วนเรือที่แพ้ได้กระป๋องนวลสำหรับผัดหน้า ส้มเขียวหวาน ข้าวต้มมัด ต่อมามีความทันสมัยขึ้น
รางวัลชนะเลิศเป็นรางวัลควบผ้าขาวม้า แพ้จะได้ส้ม อย่างไรก็ตามทางเทศบาลเมืองพระประแดง
ก็ได้พยายามอนุรักษ์ประเพณีนี้มาโดยตลอด แม้จะเหลือเรือแข่งประเภท เรือมาด
เรือยาว เท่านั้นก็ตาม แต่ความยิ่งใหญ่ที่น่าสรรเสริญคือ การได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี |
|
![]() |
![]() |
สิ่งที่ประทับตาประทับใจของผู้ชมบนฝั่ง
คือ บรรดาเรือหนุ่มสาวชาวรามัญ ประมาณ 15 ลำ ชาวรามัญเหล่านี้ประกอบอาชีพทำนาที่อำเภอบางพลีส่วนใหญ่
ทุกบ้านมีเรือมาดเป็นพาหนะ ขึ้นล่องระหว่างพระประแดงกับบางพลี เพื่อทำบุญทำกุศล
ครั้นตกเย็นประมาณบ่ายสามโมงก็ลงเล่นเรือ เกี้ยวพาราสีกันด้วยเพลง เห่เรือภาษารามัญ
แข่งขันเอาชนะกันบ้าง ที่กล่าวว่าประทับใจก็คือ สีสรรของการแต่งกายทั้งหนุ่ม
และสาว เสียงเพลงที่เห่คละเคล้าเข้าจังหวะกับฝีพาย เสียดายที่คนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้ดูอีกแล้ว |
|